ร้อยไหม

Omega Thread For Face Lift – พญ. ณิชนันทน์ ศรีปรัชญากุล

ในปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จักการร้อยไหมเพื่อยกกระชับใบหน้า เนื่องจากเทรนการยกกระชับใบหน้าด้วยไหม เจ็บน้อย ไม่ต้องพักฟื้นนาน เห็นผลได้ชัดเจน แต่ใครจะทราบหรือไม่ว่าเทรนการร้อยไหมนี้มีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศเกาหลีค่ะ และในครั้งนี้หมอจึงได้มีโอกาสดีๆในการศึกษาดูงานที่ประเทศเกาหลีโดยตรง เพื่อศึกษาเทคนิคและเทคโนโลยีใหม่ๆมาฝากชาวไทยกันค่ะ

การร้อยไหมยกกระชับหน้ามีมาเป็นเวลานาน ประเภทเส้นไหมมีหลายชนิด เทคนิคการร้อยก็มีหลายแบบ ขอกล่าวถึงเฉพาะไหมบางชนิดที่เด่นๆ โดยเริ่มแรกของประวัติศาสตร์การร้อยไหมเริ่มมาจากไหม Aptos เป็นไหมชนิดไม่ละลาย ลักษณะเป็นก้างปลา เพื่อเกี่ยวเนื้อเยื่อขึ้นในชั้นใต้ผิวหนัง (SMAS) ซึ่งได้ผลดีในระยะแรก แต่ในระยะยาวเมื่อคอลลาเจนและอีลาสตินเสื่องลงเมื่ออายุมากขึ้น ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น เช่น คลำเส้นไหมได้ เส้นไหมที่เป็นก้างปลาทะลุออกมา จึงทำให้ไหมชนิดนี้ได้รับความนิยมลดลงไป

o2o1

ต่อมามีไหมที่เรียกว่า ไหม Silhouette เส้นไหมเป็นไหมไม่ละลาย แต่จะมีกรวยเล็กๆติดตามเส้นไหมเป็นระยะ ซึ่งวัสดุที่นำมาผลิตเป็นกรวยเล็กๆนี้เป็นวัสดุเดียวกับไหมที่ละลายได้ เพื่อใช้ในการดึงเนื้อเยื่อที่หย่อนลงมา แล้วนำไปแขวนไว้บริเวณขมับ จึงทำให้ใบหน้ายกกระชับ แต่ข้อเสียที่พบคือในผู้ป่วยที่ผิวบางจะสามารถคลำกรวยเล็กๆนี้ได้ หากนำไหมวางไว้ในชั้นที่ตื้นเกินไปก็สามารถคลำไหมได้ หรืออาจเห็นเป็นผิวขรุขระ ไม่เรียบ ทั้งไหม Aptos และไหม Silhouette เป็นไหมที่ใช้เทคนิคการยกกระชับโดย Mechanic Lifting ต่อมาถัดจากไหมทั้งสองชนิดนี้ ก็เป็นเทคนิคของไหมทองคำ ซึ่งน่าจะเคยได้ยินกันบ่อย ไหมชนิดนี้เป็นไหมไม่ละลาย เป็นโลหะที่เรียกว่าทองคำ 99.99% เทคนิคในการยกกระชับของไหมชนิดนี้อยู่ที่ชั้นใต้ผิวหนังแท้ และชั้นหนังแท้ มุ่งเน้นให้เกิดการอักเสบของผิวหนัง เพื่อให้มีการสร้างคอลลาเจนและอีสาสตินเพิ่มขึ้น ผิวหน้าจึงดูยกกระชับขึ้น และผิวจะดูเรียบเนียนขึ้นด้วย ข้อเสียของไหมชนิดนี้คือมีราคาสูงมาก และการร้อยให้ได้ผลจะต้องเป็นแพทย์ที่มีความชำนาญมาก เนื่องจากชั้นผิวหนังที่ได้ผลดีจะมีความกว้างที่น้อยมาก หากไม่อยู่ในชั้นดังกล่าว ผลที่ได้จะลดลงหรืออาจไม่เห็นผลเลย และข้อเสียที่สำคัญอีก 1 ข้อ เนื่องจากไหมทองไม่ละลายและเป็นโลหะ เมื่อผู้ป่วยมีโรคที่ต้องผ่านการ X-Ray หรือการทำรังสีวินิจฉัยหรือรังสีรักษาอื่นๆ จะเห็นเส้นไหมทองมาบดบังพยาธิสภาพที่ต้องการวินิจฉัยหรือที่ต้องการรักษา จึงอาจเกิดผลเสียต่อตัวโรคที่ผู้ป่วยเป็นได้

ด้วยข้อเสียต่างๆของไหมที่เคยใช้กันในอดีต ทำให้วิวัฒนาการทางการแพทย์พัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดไหมที่เป็นไหมยอดฮิตในปัจจุบัน คือไหม PDO (Polydioxanone) ไหมชนิดนี้เป็นไหมละลาย ในวงการแพทย์ใช้ในการเย็บเนื้อเยื่อภายใน เส้นไหมจะละลายภายใน 6 เดือน โดยกระบวนการของร่างกาย โดยวิธีการร้อยไหมชนิด PDO นั้น จะเน้นการวางเส้นไหมในชั้นผิวหนังแท้และใต้ผิวหนังแท้ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับไหมทองคำ เพื่อต้องการกระตุ้นการอักเสบของร่างกาย เมื่อมีการอักเสบเกิดขึ้น เซลล์ต่างๆจะเริ่มทำงานเพื่อซ่อมแซม มีการสร้างคอลลาเจน อีลาสติน รวมไปถึงการสร้างหลอดเลือดเล็กๆเพื่อที่จะนำอาหารมาสู่เซลล์ต่างๆที่ทำงานเหล่านี้ ส่งผลให้ผิวหนังชั้นหนังแท้มีคอลลาเจน และอีลาสตินมากขึ้น เมื่อมีเนื้อเยื่อดังกล่าวมากขึ้นจะส่งผลให้ใบหน้ากระชับ และผิวจะละเอียดและเนียนขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ผลของการร้อยไหมจะขึ้นอยู่กับเทคนิคการร้อยไหมของแพทย์แต่ละท่านและตามความชำนาญของแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยหรือเกาหลีที่ทำกันจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก โดยทั่วไปจะร้อยในลักษณะของการสานกัน เพื่อให้เกิดการสร้างคอลลาเจนเป็นแถบๆ แต่ก็ยังสามารถแบ่งออกคร่าวๆตามชั้นการร้อยได้เป็น 2 ประเภท ประเภทที่หนึ่ง การร้อยไหมในชั้นเดียว ผลที่ได้จะขึ้นกับกระบวนการอักเสบเป็นหลัก ดังเช่นที่กล่าวมา ด้วยคุณสมบัติของไหม จะทำให้เกิดเส้นใยคอลลาเจน อีลาสตินในผิว ดังกล่าวข้างต้น และประเภทที่สองคือ การร้อยเพื่อให้ทั้ง 2 ชั้น แคบเข้าหากัน นอกจากเทคนิคนี้จะได้ผลเรื่องการกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินแล้ว ยังเพื่อหวังผลในการเก็บชั้นใต้ไขมันส่วนเกิน ในเทคนิคนี้ตัวไขมันที่มีอยู่ใต้ผิวหนังนั้นไม่ได้หายไปไหน ยังคงอยู่เท่าเดิม เพียงแต่การร้อยไหมนี้เพื่อจัดระเบียบการเรียงตัวของไขมันใหม่ ให้ชั้นแคบลง เพื่อใบหน้าที่ดูดีขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการร้อยไหมชั้นเดียวการกระตุ้นเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินจะมีน้อยกว่า ในกรณีนี้เทคนิคต่างๆที่เกิดขึ้น จะต้องขึ้นกับแพทย์พิจารณาว่าส่วนไหนต้องการอะไร ต้องการผลอะไรเพื่อการออกแบบรูปหน้าที่ดูเข้ารูปเหมาะกับแต่ละบุคคลมากขึ้น จึงไม่แปลกเลยที่แพทย์แต่ละคนร้อยไหมในปริมาณที่เท่ากัน แต่รูปหน้าที่ได้ หรือผลการร้อยไหมต่างๆไม่เท่ากัน

ผลของการร้อยไหมมีมากมาย ตามที่เคยได้ยินกันมาไม่ว่าจะเป็นการยกกระชับหน้า ลดริ้วรอย หน้าขาวใส กระชับรูขุมขน ลดไขมันส่วนเกินไม่ว่าจะเป็นบริเวณใต้คาง ต้นขา ต้นแขน หรือการปรับรูปหน้า V-Shape ยกกระชับหน้าอก สะโพก ต้นแขนหรือต้นขา ล้วนแล้วแต่เกิดจากกระบวนการข้างตั้นทั้งสิ้น ในผู้ป่วยแต่ละคนจะใช้จำนวนเส้นไหมไม่เท่ากัน ซึ่งแล้วแต่ปริมาณคอลลาเจนที่เหลือบนใบหน้า และขึ้นกับการประเมินของแพทย์ว่าต้องการจะปรับบริเวณใดบ้าง การประเมินของแพทย์จากประสบการณ์แล้วจะประเมินเต็มที่เพื่อผลที่ผู้ป่วยคาดหวังให้ดีที่สุด หากผู้ป่วยใช้ไหมในปริมาณมากกว่านี้อาจจะไม่ได้ช่วยให้ผลมากขึ้น แต่หากใช้เส้นไหมที่น้อยกว่านี้ก็ได้ผลที่น้อยลง อาจจะไม่ได้ตามที่ผู้ป่วยคาดหวัง ในประสบการณ์ที่พบมาผู้ป่วยที่ร้อยไหมในปริมาณที่น้อยกว่าที่หมอประเมินไว้ จะกลับมาร้อยไหมเพิ่มเกือบทุกคน สำหรับคำถามที่ว่าใน 1 หน้าเส้นไหมได้มากที่สุดกี่เส้น จริงๆแล้วสามารถใช้ได้มากกี่เส้นก็ได้ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับการออกแบบรูปหน้าผลที่ผู้ป่วยคาดหวังและความชำนาญของแพทย์ แต่ถ้าให้ตอบจากประสบการณ์ที่เคยใข้มา น้อยที่สุดคือ 5 เส้น มากที่สุดคือ 100 เส้นค่ะ

ข้อเสียของไหม PDO ชนิดนี้ คืออาจเกิดอาการช้ำ ผิวหนังไม่เรียบ อาการเสียวไหม การติดเชื้อ ไหมทะลุออกมานอกผิวหนัง แต่ข้อเสียเหล่านี้เป็นข้อเสียที่ไม่อันตราย สามารถรักษาหรือหายเองได้ แต่สิ่งที่ไหม PDO ยังทำได้ไม่ดีคือการยกกระชับผู้ที่มีหน้าที่หย่อนคล้อยมากได้ เนื่องจากแรงจากไหม PDO เป็นเพียงการยกโดยพยุงไว้ด้วยคอลลาเจนและอีลาสติน แต่ไม่มีการยกโดยตัวของไหมเอง หรือที่เรียกกันว่า Mechanical Lifting

และประโยชน์สูงสุดที่น่าจะสนใจในการดูงานครั้งนี้คือ ไหมชนิดใหม่ล่าสุด ที่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย แซงหน้าไหม PDO แบบเดิมไปแล้ว คือไหมที่มีชื่อว่า OMEGA TREAD ทำจาก PDO ซึ่งเป็นวัสดุที่ทำไหมละลาย แต่ลักษณะของไหมเป็นลักษณะคล้ายกับไหม APTOS คือจะมีลักษณะเป็นก้างปลา เพื่อเกี่ยวเนื้อเยื่อให้มีการยกกระชับขึ้น การที่มีการคิดค้นไหมชนิดนี้ออกมาเพื่อคงคุณสมบัติของ PDO ซึ่งเป็นไหมละลาย กระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนัง นอกจากนั้นยังช่วยแก้ไขข้อบกพร่องของไหม Aptos ที่เป็นไหมไม่ละลาย ก้างปลามีลักษณะแข็งทะลุออกมานอกผิวหนังทำให้ไหมโอเมก้านี้ มีก้างปลาที่ละลายได้ การทะลุออกมานอกผิวหนังจึงลดน้อยลง และด้วยตัวก้างปลาที่ช่วยในการยกกระชับโดยตัวไหมเองหรือ Mechanical Lifting โดยเทคนิคการร้อยไหมโอเมก้านี้จะคล้ายกับไหม APTOS โดยวางไหมในชั้นใต้ผิวหนัง (SMAS) ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับการที่แพทย์ศัลยกรรมตกแต่งใช้ในการผ่าตัดดึงยกกระชับหน้า ตัวเส้นไหมจะมีขนาดใหญ่กว่า PDO ธรรมดา เนื่องจากต้องใช้ความแข็งแรงในการดึงเนื้อเยื่อที่มากกว่า ใช้เทคนิคการดึงแบบเวคเตอร์ ไม่ใช่การกระตุ้นคอลลาเจนแบบสานไปมาเหมือน PDO รุ่นก่อน

ผลที่ได้หลังการักษาคือ ยกกระชับใบหน้า ร่องแก้มน้อยลง ร่องน้ำหมากน้อยลง รูปหน้า V-Shape มากชึ้น ยกหางตา กระชับใต้คาง เป็นต้น โดยเห็นผลทันทีประมาณ 70-80% เนื่องจากแรง Mechanical Lifting อีก 20-30% ที่เหลือ จะได้มาจากกระบวนการกระตุ้นการอักเสบของผิวหนังโดยตัววัสดุที่เป็น PDO ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง เมื่อเปรียบเทียบผลของการยกกระชับใบหน้าด้วยไหมโอเมก้า จะประมาณ 60-80% เมื่อเทียบกับการผ่าตัดยกกระชับหน้า โดยสรุปผลที่ได้จากการยกกระชับหน้าด้วยไหมโอเมก้านั้น จะได้ทั้งการยกกระชับหน้าที่ดีกว่าไหม PDO รุ่นก่อน แต่จะมีประสิทธิภาพที่มากกว่า และได้การกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวเรียบเนียนกระชับอีกด้วย ผลการรักษาจะอยู่ได้นานประมาณ 1-3 ปี เช่นเดียวกับไหม PDO รุ่นก่อน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคล ตามเหตุผลข้างต้นที่อธิบายมาแล้ว

o5

ข้อเสียของการรักษาด้วยวิธีนี้ คือการช้ำ แต่จะเกิดได้น้อยกว่าไหม PDO รุ่นเดิม การมองเห็นเส้นไหมหากวางไหมในชั้นที่ตื้นเกินไป และถ้าหากได้รับการรักษาโดยแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญอาจทำให้หน้า 2 ข้างไม่เท่ากันได้ เนื่องจากแรงดึงของไหมโอเมก้าค่อนข้างสูง ส่วนข้อเสียอื่นๆเช่น ผิวไม่เรียบ การตึงของไหม เป็นสิ่งที่สามารถหายเองและแก้ไขได้ จึงกล่าวได้ว่าไม่มีผลเสียอะไรที่ร้ายแรง

หลังจากยกกระชับหน้าด้วยไหมโอเมก้า ผู้ป่วยสามารถล้างหน้าทาครีมได้ตามปกติหลังรับการรักษาทันที สามารถออกไปทำกิจวัตรประจำวันได้โดยไม่ต้องพักฟื้น แต่อาจจะมีอาการตึงบริวณใบหน้าเหมือนมีอะไรมาดึง แต่อาการนี้จะสามารถหายไปเองได้ และควรหลีกเลี่ยงการทำเลเซอร์ ซาวน่า RF เป็นเวลา 1 เดือน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเรื่องไหม

  1. ไหมทำให้เกิดพังพืดหรือไม่ – พังผืด (Fibrosis) คือการสร้างเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ซึ่งประกอบด้วยอีลาสติน คอลลาเจน ที่ผลิตออกมาปริมาณมากและผิดปกติ เกิดได้หลังจากกระบวนการอักเสบที่รุนแรง หากพังผืดเกิดในเนื้อเยื่อของตับ ไต หรืออวัยวะอื่นๆ จะทำให้เซลล์เหล่านั้นทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่หากเกิดในผิวหนังซึ่งมีอีลาสตินและคอลลาเจนอยู่แล้วการทำงานจึงไม่ได้เกิดผลเสียใดๆ จึงเป็นคำตอบที่ว่าไหมหรือกระบวนการอักเสบใดๆก็สามารถทำให้เกิดพังผืดได้ แต่พังผืดก็เป็นเพียงคอลลาเจนและอีลาสตินชนิดหนึ่งซึ่งมีอยู่แล้วในผิวหนังเท่านั้น อย่างไรก็ตามการร้อยไหมไม่ได้ทำให้เกิดการสร้างพังผืดทุกเคส จะเกิดขึ้นต่อเมื่อร่างกายของผู้ป่วยรายนั้นๆมีการตอบสนองของไหมที่รุนแรง
  2. สามารถยกกระชับใบหน้าได้เป็นะระยะเวลานานเท่าไหร่ แล้วต้องกลับมาทำซ้ำเมื่อใด – ด้วยการทำงานของไหมคือการกระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่องจนกว่าไหมจะละลายหมดในระยะเวลา 6 เดือน แต่เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการในการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินแล้ว เส้นใยเหล่านี้จะถูกสลายไปโดยตามระยะเวลา โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 1-3 ปี ขึ้นอยู่กับบุคคล เหตุผลที่ทำไมแต่ละรายจึงมีระยะเวลาของผลการรักษาไม่เท่ากัน คือเนื่องจากทุกๆวันเราเจอสิ่งที่ทำลายเนื้อเยื่อเหล่านี้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น แสงแดด รังสีต่างๆ อนุมูลอิสระในร่างกาย การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอื่นๆอีกมากมาย เพราะฉะนั้นหากเราหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้จะทำให้คอลลาเจนและอีลาสตินอยู่กับเราไปอีกนาน ไม่ใช่เพียงแต่คอลลาเจนและอีลาสตินที่เกิดจากการร้อยไหม แต่เป็นคอลลาเจนและอีลาสตินที่เรามีอยู่ตามธรรมชาติด้วย

OMEGA THREAD เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ถูกคิดค้นออกมาเพื่อผลการยกกระชับใบหน้าที่มากขึ้น แต่ลดผลข้างเคียงต่างๆที่ผ่านมาในอดีตลง จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในปัจจุบันในการยกกระชับหน้าที่มีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องมีแผลผ่าตัด ไม่ต้องมีแผลเป็น ไม่ต้องพักฟื้น ไม่ต้องเสี่ยงกับการใช้ยาสลบเพื่อผ่าตัด แต่หากท่านใดที่คาดหวังว่าผลที่เกิดขึ้นจะเท่ากับการผ่าตัดยกกระชับหน้าเลยนั้น ก็ไม่ควรจะมาทำการยกกระชับหน้าโดยไหม เพราะไม่มีไหมชนิดใดที่ได้ผลเท่าเทียมกับการผ่าตัด สุดท้ายนี้หากท่านใดที่สนใจการได้รับการรักษาด้วยไหมโอเมก้านี้ แนะนำว่าควรปรึกษาและรับการรักษากับผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เท่านั้นค่ะ

ติดตามเราได้ที่
   เพิ่มเพื่อน